ECU ( Extreme Close up ) หรือภาพระยะใกล้ที่สุด เป็นขนาดภาพที่ต้องการนำเสนอ รายละเอียดเฉพาะจุดหรือเฉพาะส่วนของวัตถุ บุคคลและเหตุการณ์นั้นๆ เช่น ECU ภาพดวงตาVCU หรือ BCU ( Very Close up or Big Close up ) เป็นขนาดภาพที่ใกล้มาก ทำให้รับรู้รายละเอียดที่สำคัญๆ ของวัตถุและบุคคลอย่างชัดเจน เช่น ใบหน้าของบุคคลก็จะเห็นเต็มหน้า ทำให้รู้ว่าบุคคลผู้นี้มีใบหน้างามเนียนขนาดไหนรวมทั้งสีหน้าและอารมณ์ที่แสดงออกอย่างชัดเจน
CU ( Close up ) or (Close shot ) เป็นขนาดของภาพระยะใกล้ใช้นพเสนอให้เห็นรายระเอียดของวัตถุและบุคคลอย่างชัดเจนใกล้ชิด เช่น CU คน หมายถึงขนาดของภาพที่เห็นคนในกรอบภาพตั้งแต่หน้าอกขึ้นไป ซึ่งระยะนี้จะสามารถถ่ายทอด ยำเสนอสีหน้าอารมณ์ และความรู้สึกเป็นหลัก
MCU ( Medium Close up ) หรือระยะใกล้ปานกลาง จะทำให้มองเห็นวัตถุ หรือ บุคคลในรายละเอียดบางส่วนและภาพรวมบางส่วน เช่น คนจะเห็นรายละเอียดสีหน้าบ้างและเห็นบุคลิกบางส่วน คือ เห็นตัวบุคคลตั้งแต่ประมาณหน้า ท้องขึ้นไป- MS (MIDIUM SHOT) หรือระยะปานกลาง จะเห็นภาพวัตถุหรือบุคคลลักษณะเด่นๆ ปานกลาง ถ้าเป็น MS บุคคลก็จะเห็นบุคคลตั้งแต่สะโพก หรือเอวขึ้นไป ซึ่งขนาดนี้เป็นขนาดที่จะรับรู้ท่าทางของบุคคลนั้นๆ ได้ แต่ไม่ค่อยจะได้รับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลนั้นเท่าไรเลย
MLS (MEDIUM LONG SHOT) หรือระยะไกลปานกลาง เป็นระยะที่เห็นบุคคลได้ตั้งแต่ประมาณหน้าแข้ง เข่า หรือหน้าขาขึ้นไป ทำให้ผู้ชมได้รับรู้ทั้งบุคลิกท่าทางและการกระทำเคลื่อนไหวพอๆ กัน
LS (LONG SHOT) หรือขนาดภาพระยะไกล เป็นขนาดภาพที่เห็นวัตถุบุคคลและเหตุการณ์ครบถ้วนโดยรวมๆ ถ้าเป็นบุคคล หมายถึงภาพเต็มตัวของบุคคลนั้น ตั้งแต่หัวจรดเท้าไปพร้อมๆ กับเห็นสภาพแวดล้อมหรือสถานที่นั้นด้วย
VLS (VERY LONG SHOT) หรือขนาดไกลมาก เป็นขนาดที่ทำให้ผู้ชมรับรู้สภาพแวดล้อมหรือสถานที่เป็นหลักใหญ่ และเห็นวัตถุ หรือบุคคลเป็นส่วนประกอบ คือเน้นสถานที่มากกว่าตัววัตถุหรือบุคคลนั่นเอง
ELS (EXTREME LONG SHOT) คือขนาดไกลที่สุด เป็นขนาดที่เน้นสภาพแวดล้อม หรือสถานที่โดยรวมๆ เพื่อบอกบรรยากาศ ถ้าจะมีวัตถุหรือบุคคล ก็เป็นเพียงช่วยเสริมสถานที่หรือสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ ดูมีชีวิตเหมือนจริงเท่านั้น จะเห็นวัตถุหรือบุคคลเล็กมากๆ ไม่สามรถรับรู้การกระทำ หรือการแสดงออกได้ชัดเจนบางครั้งในการกำหนดภาพหากเราต้องการจะระบุรายละเอียดอย่างเฉพาะเจาะจงที่จะให้เห็นในกรอบภาพหลักโดยไม่แน่ใจว่าจะเป็นขนาดภาพใดดี ก็อาจจะบอกลักษณะภาพโดยกว้างๆได้ เช่น
TWO SHOT คือให้เห็นรายละเอียดบุคคล 2 คน ภายในกรอบ
THREE SHOT ให้เห็นภาพ 3 บุคคลภายในกรอบภาพ
GROUP SHOT ให้เห็นคนทั้งกลุ่มครบถ้วนภายในกรอบภาพ
KNEE SHOT ให้เห็นคนตั้งแต่เข่าขึ้นไป
THIGH SHOT ให้เห็นคนตั้งแต่หน้าขาขึ้นไป
WAIST SHOT ให้เห็นคนตั้งแต่เอวขึ้นไปB
UST SHOT ให้เห็นคนครึ่งตัว หรือ หน้าอกขึ้นไป
FULL FIGURE SHOT, FULL SHOT ให้เห็นคนครบถ้วนทั้งตัว
OVER THE SHOULDER SHOT ภาพเห็นผ่านไหล่ของอีกบุคคล
โดยสรุปแล้วขนอดของภาพแบ่งใช้ตามวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้- Wide shot หรือภาพมุมกว้าง ตั้งแต่ MLS จนถึง ELS มักจะเน้นให้เห็นบรรยากาศ หรือเหตุการณ์โดยรอบ
- Medium shot คือภาพขนาดประมาณ MS มักจะเน้นรูปร่าง หรือท่าทางการแสดงออกของวัตถุในจอ
- Close shot คือภาพตั้งแต่ MCU จงถึง WCU จะเน้นให้เห็นอารมณ์ ความรู้สึกของวัตถุ หรือตัวแสดง
1.ทิศทางของภาพ (VISUAL DIRECTION OR CAMERA DIRECTION)ในการนำเสนอภาพมิใช่ว่าจะทำให้เห็นคนมองเห็นภาพวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ใด ในทิศทางใดก็ได้ แต่จะต้องมีเหตุผลของความต้องการที่จะสื่อความหมาย และรายละเอียดที่ต้องการให้เกิดตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ชัดเจน ทิศทางของภาพต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการวางตำแหน่งกล้องที่ทำมุมในแนวนอน (HORIZONTAL ANGLE) หรือแนวระนาบกับวัตถุ หรือบุคคลหรือเหตุการณ์นั่นเอง ซึ่งการนำเสนอภาพโดยทั่วไปจะมี 4 ด้าน คือ
- ด้านหน้า จะเป็นการนำเสนอรายละเอียดเพื่อให้ผู้ชมรับรู้ว่าเป็นใคร มีหน้าตาอย่างไร แสดงอารมณ์ ความรู้สึกแบบไหน กำลังทำอะไรอยู่
- ด้านหลัง เป็นการนำเสนอรายละเอียดด้านหลังของบุคคล หรือวัตถุ
- ด้านข้าง ของบุคคลหันไปทางขวาของเฟรม ก็จะให้เห็นโครงสร้าง รูปร่างของบุคคลนั้นอย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งทำให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงสภาวะของเหตุการณ์ว่า กำลังมุ่งไปข้างหน้า หรือมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกับผู้ชม เพราะธรรมชาติคนเราเริ่มจากซ้ายไปขวา
- ด้านข้าง ของบุคคลหันไปทางซ้ายของเฟรม ก็จะเห็นโครงสร้าง รูปร่างของบุคคลเช่นกัน แต่การรับรู้ของผู้ชมจะมีความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือกำลังกลับมานอกจากนี้ อาจจะกำหนดทิศทางผสมกันก็ได้ ด้านหน้าเยื้องไปทางซ้าย เห็นหันด้านขวา หรือด้านหลังเยื้องไปทางขวา เห็นคนหันไปทางซ้ายของเฟรมเป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ต้องการจะสื่อรายละเอียด หรืออารมณ์แบบใด รวมทั้งเพื่อสร้างภาพให้สวยงาม
2.มุมการมองภาพ (ANGLE OF VISION OF CAMERA LEVEL ANGLE)เป็นมุมของการมองเห็นภาพวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ในมุมต่าง ๆ เกิดจากการวางตำแหน่งกล้อง ทำมุมในแนวดิ่ง (VERTICAL ANGLE) กับวัตถุ บุคคล และเหตุการณ์ในขนาดมุมต่าง ๆ กัน มีดังนี้
มุมต่ำ (LOW LEVEL ANGLE) หมายถึง การวางตำแหน่งกล้องทำมุมในแนวดิ่งโดยที่กล้องอยู่ในระดับต่ำกว่าวัตถุ หรือบุคคล การสื่อความหมายของการให้มุมกล้องนี้จะทำให้ผู้ชมรับรู้รายละเอียดของวัตถุ บุคคล ในแนวดิ่ง คือรู้ว่า ดึกนี้ รูปปั้นนี้ หรือบุคคลนี้ สูงขนาดไหน เป็นต้น ในแง่ผลกระทบทางด้านอารมณ์ต่อผู้ชม คือ ผู้ชมจะมีความรู้สึกต่อวัตถุ หรือบุคคลนั้นในเชิงที่มีความสำคัญ มีพลัง อำนาจ มีศักดิ์ศรี หรือมีความกลัวเหมือนจะถูกคุกคาม หากมุมต่ำนั้น ต่ำจนระดับเงยหน้า 90 องศา เรียกว่า WORM'S EYE VIEW
มุมสูง (HIGH LEVEL ANGLE) คือมุมที่เกิดจากการตั้งตำแหน่งกล้องระดับสูงกว่าสายตา หรืออยู่เหนือวัตถุ บุคคลที่กำลังถ่ายอยู่ มุมมองนี้จะให้ผู้ชมรับรู้วัตถุ หรือบุคคลนั้นเกี่ยวกับรายละเอียดในแนวนอน ถ้าถ่ายภาพมุมสูงบุคคลก็ทำให้ทราบว่าบุคคลนั้นยืนอยู่ ณ จุดใด บริเวณใดในพื้นที่นั้น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการสร้างผลกระทบทางอารมณ์ หรือทางจิตใจแก่ผู้ชมที่มีต่อวัตถุหรือบุคคลอื่นด้วย คือทำให้ผู้ชมรับฟังถึงวัตถุ หรือบุคคลนั้นไปในเชิงต่ำต้อย ไร้อำนาจ อ่อนแอ สิ้นหวัง ถ้าหากมุมสูงมาก ๆ จนขนานกับพื้นดินเหมือนนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า แล้วมองลงมาข้างล่างเรียกว่า BIRD'S EYE VIEW
มุมระดับสายตา (EYE'S LEVEL ANGLE) กล้องจะอยู่ในระดับสายตาเหมือนการมองวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ปกติธรรมดา ในชีวิตประจำวันของคนเรา ซึ่งในการเขียนบทส่วนหฯ จะมีภาพในมุมนี้มาก ให้ความรู้สึกเท่าทียม หรือ มองดูบุคคลนั้นเหมือนเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา นอกจากนี้มุมระดับสายตาอาจถูกเลื่อนระดับความสูงให้ต่ำลงมาโดยที่ยังคงมีทิศทางของการมองที่ขนานกับพื้นดินอยู่ ส่วนใหญ่จะใช้แทนสายตาคนที่หมอบราบอยู่กับพื้น ที่มองตรงไปข้างหน้าการเรียงลำดับภาพ (SEQUENCE OF SHOT)คือการนำเอา SHOT ต่าง ๆ มาเรียงกันเป็นเรื่องราว เพื่อให้การใช้ภาษาภาพโทรทัศน์ สามารถถ่ายทอดความคิดเนื้อหา เรื่องราวจบในตัวเองได้อย่างครบถ้วน เป็นไปอย่างมีระบบ มีลำดับที่ทำให้ผู้ชมเข้าในแจ่มแจ้ง ผู้เขียนบทต้องศึกษาทำความเข้าใจไวยากรณ์ของภาษาเป็นอย่างดี และต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ คือ
1. รู้จักหน้าที่ของ SHOT (FUNCTION OF SHOT) ซึ่งเหมือนกับการเรียนรู้ภาษาเขียน หน้าที่ของ SHOT ที่แตกต่างกัน มีดังนี้
ESTABLISHING SHOT หมายถึง SHOT ที่ทำหน้าที่บอกสถานที่เกิดเหตุการณ์ หรือบอกลักษณะของเหตุการณ์ว่าเป็นเหตุการณ์อะไร โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เปิดเรื่อง หรือเปิดเหตุการณ์เป็นการปูเรื่องให้กับผู้ชม และขนาดภาพที่นิยมใช้มักจะเป็นภาพระยะไกล (LS) แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป
CUT-IN SHOT หมายถึง SHOT ที่ทำหน้าที่ขยายความ หรือขยายรายละเอียดของวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะต้องใช่เป็น SHOT ที่ตามหลังภาพเหตุการณ์รวม ๆ
CUT AWAY SHOT หมายถึง SHOT ที่ทำหน้าที่เสริมบรรยากาศ หรืออารมณ์ ความรู้สึกให้กับภาพเหตุการณ์ที่เสนอไปแล้ว หรือเบนความสนใจ จาก SHOT ก่อนหน้านั้น เพื่อเปลี่ยนฉาก หรือเหตุการณ
ACTION SHOT หมายถึง SHOT ที่แสดงเหตุการณ์การกระทำของตัวละครตัวหนึ่ง ต่อตัวละครอีกตัวหนึ่งREACTION SHOT หมายถึง SHOT ที่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองตัวละครที่ถูกกระทำจากตัวละครตัวแรกว่ามีอาการแสดงออกมาอย่างไร
-REVERSE SHOT คือ SHOT ที่แสดงภาพบุคคลที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามระหว่างตัวละคร 2 ตัว หรือ 2 ฝ่าย ที่กำลังเผชิญหน้ากัน อาจจะคุยกัน หรือทะเลาะกันก็แล้วแต่ โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ลักษณะภาพ OVERSHOULDER SHOT
2.รู้จักการวางตำแหน่งของ SHOT หรือการลำดับ SHOT ว่า SHOT ใด ควรจะมาก่อน หรือ SHOT ใดควรจะอยู่ตรงไหน ซึ่งก็แล้วแต่เหตุการณ์ หรือความหมายที่ต้องการจะสื่อ เราสามารถลำดับภาพ หรือ SHOT ได้หลายวิธี ดังนี้
-NARRATIVE CUTTING คือเมื่อเราต้องการนำเสนอเหตุการณ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตามลำดับเวลา เราก็จะจัดวาง SHOT ตามลำดับเวลา คือ SHOT ใดนำเสนอภาพเหตุการณ์ เกิดขึ้นก่อน ก็จะนำเสนอก่อน แล้วนำเสนอต่อ ๆ ไปตามลำดับเวลาไปเรื่อย ๆ
CROSS CUTTING คือเมื่อเราต้องการนำเสนอเหตุการณ์ตั้งแต่ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เห็นเหตุการณ์เดียวกัน เราต้องจัดวาง SHOT หรือลำดับ SHOT แบบสลับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไปมาระหว่าง 2 เหตุการณ์
PARALLEL CUTTING เป็นวิธีการลำดับ SHOT หรือจัดวาง SHOT ที่ใช้เมื่อเราต้องการนำเสนอเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือต่างเวลากัน สลับกันไปมา เพื่อเปรียบเทียบ แต่มิได้มีความหมายเกี่ยวข้องกันโดยตรง และเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์นี้จะไม่บรรจบกันเลย
DYNAMIC CUTTING เป็นวิธีการลำดับ SHOT เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อกัน ในด้านเหตุการณ์ หรืออารมณ์อย่างรุนแรง
1.MONTAGE CUTTING เป็นวิธีการลำดับ SHOT หรือจัดวาง SHOT เข้าด้วยกัน โดยมีแนวความคิดรวมที่ต้องการจะถ่ายทอดเป็นแกนซึ่งภาพต่าง ๆ ที่นำมาต่อเนื่องกันไม่ได้มีความต่อเนื่อง หรือเกี่ยวข้องกันโดยตรงเลย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเวลาหรือเหตุการณ์ วัตถุประสงค์เพื่อเล่าเหตุการณ์ หรือสรุปเรื่องราว โดยใช้เวลาเพียงสั้น ๆ
3. รู้จักกำหนดช่วงเวลาความยาวของแต่ละ SHOT (DURATION)
4. การกำหนดเวลาของการเชื่อมโยงระหว่าง SHOT (TIMING) แบ่งได้ 3 ประเภท4.1 การเชื่อมโยงระหว่าง SHOT โดยรอให้เหตุการณ์ หรือการกระทำ หรือการเคลื่อนไหวจบสิ้นไป แล้วจึงเปลี่ยน SHOT ต่อไป การเชื่อมโยงจังหวะนี้จะทำให้ความรู้สึกเชื่องช้า4.2 เชื่อมโยงกันโดยเหตุการณ์เคลื่อนไหวใน SHOT แรกยังไม่ปรากฏแล้วต่อโดย SHOT 2 จึงมีการเคลื่อนไหว ซึ่งแบบนี้ทำให้อารมณ์รุนแรง รวดเร็ว ฉับพลัน น่าตื่นเต้น4.3 เป็นการเชื่อมโยง SHOT ระหว่างเหตุการณ์ หรือการกระทำที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างนี้เรียกว่า CUT ON ACTION ใช้แสดงการเชื่อมโยง 2 SHOT ที่มีความกลมกลืนต่อเนื่อง อย่างลื่นไหลไปเรื่อย ๆ
5. วิธีการเชื่อมโยงระหว่าง SHOT (TRANSITION) ซึ่งมีวิธีการได้หลายวิธี แต่ละวิธีให้ผลทางการสื่อความหมาย อารมณ์ แตกต่างกันไป
- CUT หรือ STRAIGHT CUT คือการเชื่อมโยงระหว่าง SHOT แบบตัดไปตรง ๆ เหมือนเอาภาพของ 2 SHOT มาต่อกันเฉย ๆ ซึ่งดูเหมือนว่า จะสะดุดอารมณ์คนดู แต่จริง ๆ แล้ว หากเลือก CUT ภาพในจังหวะที่เหมาะสมกับความต้องการทางความหมาย และอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อให้ผลดีมาก เพราะที่จริงแล้วคนเราเวลารับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มิใช่จะเปิดรับเหตุการณ์แบบยาวต่อเนื่องกันตลอด แต่จะเป็นการเลือกมองเฉพาะส่วนที่ต้องการจะรับรู้เท่านั้น ส่วนที่ไม่น่าสนใจ หรือไม่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ จะถูกตัดออกไป ทำให้วิธีการเชื่อมโยงระหว่าง SHOT แบบ CUT ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุด และโดยทั่วไปแล้ว ในภาพยนตร์ และโทรทัศน์ เราจะพบได้บ่อยที่สุดกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ
- FADE มี 2 อย่าง คือ FADE IN หมายถึงการเริ่มต้นภาพจากเฟรมที่มืดสินท หรือพื้นสี (Color Background) แล้วค่อย ๆ ปรากฏภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นจนเป็นหกติ ส่วนใหญ่จะนำมาใช้บอกการเริ่มต้นของเรื่อง ของเหตุการณ์ หรือของวันใหม่ เป็นต้น ส่วน FADE OUT หมายถึง การนำภาพที่กำลังมองเห็นอยู่ชัดเจนให้ค่อย ๆ จางหายสู่ความมืด หรือพื้นสี ในที่สุด ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบอกการจบสิ้นเรื่องของเหตุการณ์ หรือสิ้นสุดลง เป็นต้น การใช้ FADE นี้ จะให้อารมณ์แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างนุ่มนวลกว่า CUT จึงควรใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราว และเหตุการณ์ บางครั้ง FADE IN - FADE OUT ถูกใช้เพื่อการเปลี่ยนฉาก เหตุการณ์ หรืออารมณ์ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เรื่องราวดำเนินไปได้ โดยที่คนดูจะไม่รู้สึกว่ามีการสะดุด หรือที่เรียกว่า ภาพกระโดด (Jumping cut)
- DISSOLVE คือ การที่ภาพใน SHOT หนึ่งที่กำลังจางหายไป ก็มีภาพในอีก SHOT มาซ้อนแล้วค่อย ๆ ชัดขึ้น และมาแทนที่ในที่สุด การใช้ DISSOLVE นี้ใช้เพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ระหว่าง SHOT แล้วมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างกลมกลืน หรือเอาใช้เพื่อลัดเวลา ซึ่งผลทางอารมณ์ที่จะได้แบบนุ่มนวล ชวนฝัน
- WIPE คือการกวาดภาพ นำเอาภาพใหม่แทนที่ภาพเก่า เหมือนกับการเปิดปิดม่านเวทีละคร นำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องราวแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องการความสมจริง สอดคล้องกับธรรมชาติการรับรู้ของมนุษย์เรา WIPE สามารถทำได้หลายอย่าง แต่แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 อย่าง คือ
การกวาดภาพทางแนวนอน จากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้าย - การกวาดภาพทางแนวตั้ง จากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบน
- การกวาดภาพทางแนวเฉลียง จากมุมซ้าย หรือจากมุมขวา
- การกวาดภาพในรูปทรงเรขาคณิต เช่น วงกลม สามเหลี่ยมการกวาดภาพต้องคำนึงถึงการเคลื่อนไหวของวัตถุ และบุคคลภายในกรอบภาพให้เหมาะสมสอดคล้องกับเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทิศทาง หรืออัตราเร็ว
นอกจากนี้ยังมีวิธีการเชื่อมโยงที่ใช้ผลพิเศษทางการอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนส่วนใหญ่จะใช้เครื่อง DIGITAL VIDEO EFFECTS หรือเครื่อง COMPUTER เข้ามาช่วย
อ้างอิง
http://www.student.chula.ac.th/~50435532/shot.pdf
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น